วันอังคารที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2554

ชั้นเตรียมอนุบาล ฟอร์เร็กพื้นฐาน(ตอนที่ 1)

1.สิ่งที่ควรรู้ก่อนการเทรดฟอร์เร็กซ์
ฟอร์เร็กซ์คืออะไร

Foreign Exchange Market หรือที่รู้จักกันดีในชื่อของ FOREX, Forex, Retail Forex, FX, Spot FX หรือ Spot เฉย ๆ เป็นตลาดการเงินที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการซื้อขายต่อวันที่มากกว่า 4 ล้าน ๆ หรียญ ต่อวัน ถ้าคุณเปรียบเทียบตลาดหุ้น นิวยอร์คที่มีปริมาณการเทรดต่อวัน ที่มากมายถึง 25 พันล้านเหรียญต่อวัน คุณจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าตลาดฟอร์เร็กซ์ นั้นใหญ่ขนาดไหน ซึ่งตลาดมีขนาดใหญ่กว่า ตลาดฟิวเจอร์ และตลาดหุ้น สหรัฐฯ รวมกันถึง สามเท่า ฟอร์เร็กซ์สุดยอด!! 

พวกเค้าเทรดอะไรกันในตลาดฟอร์เร็กซ์ 

คำตอบง่าย ๆ ของคำถามนี้คือ เงิน การเทรดฟอร์เร็ก คือการซื้อขายค่าเงินโดยถ้าเรา ซื้อค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง เราก็จะขายค่าเงินอีกค่าเงินหนึ่ง ซึ่งค่าเงินถูกเทรดผ่านโบรกเกอร์ หรือว่า ดีลเลอร์นั่นเอง แต่ละครั้งจะเทรดเป็นคู่ ตัวอย่างเช่น ค่าเงินยูโร และ ค่าเงินดอลล่าร์ (EUR/USD) หรือ ค่าเงินปอนด์ และ ค่าเงินเยน (GBP/JPY) 

เพราะว่า คุณไม่ได้ซื้ออะไรที่เป็นรูปเป็นร่าง ๆ จริง ๆ การเทรดสิ่งเหล่านี้ จึงค่อนข้างทำให้สับสน คุณลองคิดถึงคุณกำลังซื้อหุ้น โดยที่บริษัทที่คุณซื้อหุ้นของเขานั่นก็คือ ประเทศที่คุณถือค่าเงินนั่นเอง สมมุติว่า คุณซื้อเงินเยน คุณก็กำลังลงทุนในเศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นอยู่ ซึ่งราคาของค่าเงินนั้นก็สะท้อนภาวะของตลาดที่ผู้คนในตลาดคิดว่า เศรษฐกิจของญี่ปุ่นจะเป็นยังไง ในปัจจุบันและ อนาคต

โดยทั่วไป ค่าเงินค่าเงินหนึ่งต่ออีกค่าเงินหนึ่ง จะสะท้อนถึงเศรษฐกิจประเทศหนึ่ง ที่เปรียบเทียบกับอีกประเทศหนึ่งอยู่ 

ซึ่งจะแตกต่างกับตลาดทุนอื่นๆ เช่น ตลาดหุ้นนิวยอร์ค ตลาดฟอร์เร็กซ์ไม่มีที่ตั้ง หรือว่าไม่มีศูนย์กลางการแลกเปลี่ยน ตลาดฟอร์เร็กนั้นทำการซื้อขายผ่านระบบ OTC (Over the Counter) หรือว่า เรียกว่า Interbank market นั่นเอง เนื่องจากว่าตลาดทั้งหมดนั้น ทำการซื้อขายในระบบ electronic ด้วยระบบเครือข่ายของธนาคาร ซึ่งสามารถทำการซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง 

ในช่วงปลายปี 1990 มีแต่รายใหญ่ ๆ เท่านั้นที่เทรดในตลาดนี้ ซึ่งเงินที่คุณต้องมีในการเทรดตลาดนี้ในตอนนั้นคือ 10 ถึง 50 ล้านดอลล่าร์ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นธนาคารหรือว่า สถาบันการเงินขนาดใหญ่ ไม่ใช่รายย่อย ๆ อย่างปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เพราะว่า พัฒนาการที่รวดเร็วของอินเตอร์เนท บริษัทที่เทรดฟอร์เร็กซ์สามารถที่จะให้เราเปิดบัญชีที่ใช้ในการเทรดให้กับรายย่อยอย่างเรา ๆ ในตอนนี้

สิ่งที่คุณควรจะมีในการเทรด คือ คอมพิวเตอร์ซักเครื่อง แล้วก็อินเตอร์เนทความเร็วสูง และที่ขาดไม่ได้เลยก็คือ ข้อมูลซึ่งมีอยู่ในเว็บไซต์นี้แล้ว

funforex4u ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อให้คำแนะนำสำหรับนักเทรดที่ยังไม่รู้จักตลาดฟอร์เร็กเลยหรือนักเทรดมือใหม่ ให้เข้าใจเกี่ยวกับความรู้พื้นฐานในตลาด forex นี้ ในแบบที่สนุกและง่ายต่อการทำความเข้าใจ 

อะไรคือ ตลาด Spot ? 

Spot คือตลาดใดก็ตามที่ทำการซื้อขายในราคานั้น ๆ ในปัจจุบัน ตามเครื่องมือทางการเงินแต่ละประเภท
 
แล้วค่าเงินไหนที่เทรดอยู่ในตลาดฟอร์เร็กซ์?
 
ค่าเงินที่เป็นที่นิยมมากที่สุดได้แสดงตามสัญลักษณ์ ตามตารางข้างล่างนี้ 


สัญลักษณ์ของค่าเงินในตลาดฟอร์เร็กซ์จะต้องเป็นสามตัวอักษรเสมอ ซึ่งพยัญชนะสองตัวแรกหมายถึงชื่อของประเทศ และตัวสุดท้ายนั้นบ่งบอกถึงชื่อของค่าเงินของประเทศนั้นๆ

เมื่อไหร่ที่ค่าเงินจะถูกเทรด?

ตลาดฟอร์เร็กซ์ มีเอกลักษณ์ของตัวมันเอง เหมือนกับซูเปอร์มาเก็ต วอลมาร์ทในสหรัฐฯซึ่งเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนในโลกคุณก็สามารถเทรดได้ ทั้งธนาคารและสถาบันการเงินอื่นๆ ที่ยังคงเทรดค่าเงินอยู่ทั่วโลกทั้งวันทั้งคืนและหยุดเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์

ตลาดค่าเงินหมุนตามดวงอาทิตย์รอบโลก ดังนั้นคุณสามารถเทรดได้แม้กระทั่งตอนกลางคืน(ถ้าคุณเป็นแดรคคูล่า) หรือว่าตอนเช้า (ถ้าคุณเป็นนกตื่นที่ตื่นเช้าหน่อย) แต่จำไว้ว่า นกที่ขยันตื่นเช้าไม่จำเป็นว่าจะมีหนอนกินในตลาดแห่งนี้ คุณอาจจะได้หนอนก็จริงอยู่ แต่ว่านกตัวใหญ่ที่ร้ายกาจกว่าคุณก็อาจจะจ้องเขมือบคุณอยู่เหมือนกัน

ตัวอย่าง เวลาของตลาดฟอร์เร็กซ์


ตลาดฟอร์เร็ก(OTC)

ตลาดฟอร์เร็ก เป็นตลาดที่ใหญ่และได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดทุนทั้งหมดด้วยกันในโลกนี้ ซึ่งมีปริมาณการเทรดมากที่สุดไม่ว่าจะมาเหล่าบัญชีเทรดส่วนตัวหรือองค์กร ซึ่งตลาดนี้ใช้ระบบ OTC ซึ่งเทรดเดอร์แต่ละคนจะตัดสินใจในการเทรดว่าจะเทรดกับใครตามเงื่อนไขของ ความดึงดูดใจที่มีต่อราคา และความเป็นที่นิยมของค่าเงิน

ชาร์ทข้างล่างแสดงการเทรดถึงอัตราส่วนการเทรดของค่าเงินต่าง ๆ ซึ่งค่าเงิน Dollar เป็นค่าเงินที่มีการเทรดมากที่สุด ถึง 86 % ของตลาด รองลงคือ เงิน EURO 37% และอันดับสามได้แก่เงินเยน 16.5 %


ทำไมพวกเขาถึงเทรดค่าเงิน?

การเทรดฟอร์เร็กมีข้อดีหลายอย่าง ข้างล่างนี้เป็นเหตุผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ตอบคำถามว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเลือกเทรดฟอร์เร็กซ์กัน

ไม่มี commission (ค่านายหน้า) ไม่มีค่าธรรมเนียมในการส่งคำสั่งซื้อขาย ไม่มีค่าธรรมเนียมในการแลกเปลี่ยนค่าเงิน ไม่มีค่าธรรมเนียมที่เก็บจากภาครัฐ ไม่มีค่าธรรมเนียมที่คิดโดยโบรกเกอร์ ซึ่งโบรกเกอร์เหล่านั้นจะได้ผลตอบแทนจากส่วนต่างของราคา ที่เรียกว่า Bid กับ Ask หรือเรียกอีกอย่างว่า Spread นั่นเอง

ไม่มีคนกลางการเทรด Spot ค่าเงินนั้นจะไม่มีการผ่านคนกลาง ซึ่งทำให้คุณสามารถเทรดโดยตรงกับตลาดตามราคาจริงของค่าเงินนั้น ๆ

ไม่มีการกำหนด Lot หรือ Size ในตลาดฟิวเจอร์ lot หรือว่า Size ของสัญญาการซื้อขายขึ้นอยู่กับการแลกเปลี่ยนของตัวเครื่องมือนั้น ๆ เช่น size มาตรฐานของสัญญาฟิวเจอร์เงิน คือ 5000 ออนซ์ ใน ในตลาดฟอร์เร็ก คุณสามารถส่งคำสั่งได้ตามใจคุณ ซึ่งเหตุผลนี้ทำให้เทรดเดอร์สามารถเข้าเทรดในตลาดได้ด้วยเงินเพียง 250 เหรียญ (แม้ว่าเราจะบอกว่าการเทรดด้วยเงิน 250 เหรียญ เลวร้ายยังไง)

ต้นทุนการส่งคำสั่งต่ำ ต้นทุนในการส่งคำสั่ง( Bid/Ask หรือ Spread) ซึ่งน้อยกว่า 0.1 เปอร์เซ็นต์ตามเงื่อนไขของตลาด สำหรับโบรกเกอร์ใหญ่ๆ Spread อาจจะน้อยถึง .07 เปอร์เซ็นต์เลย ซึ่งทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับ Leverage ที่คุณใช้

ตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง เราไม่ต้องรอให้มีคนมาสั่นกระดิ่งเปิดตลาด ตลาดเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ตอนเย็น จนถึง วันศุกร์ตอนกลางวัน (เวลา สหรัฐฯ บ้านเราเริ่ม ตีห้าของวันจันทร์ – ตีสี่ของวันเสาร์) ตลาดฟอร์เร็กซ์นั้นไม่เคยหลับ ซึ่งเหมาะกับคนที่เทรดเป็นงานเสริม เพราะว่าคุณสามารถเลือกได้ว่าคุณอยากเทรดเมื่อไหร่ ไม่ว่าจะเป็นกลางวัน กลางคืน

ไม่มีใครสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของตลาดได้ ตลาดเทรดค่าเงินเป็นตลาดที่ใหญ่มาก และมีนักเทรดมากมายหลายระดับอยู่ในตลาดซึ่ง ไม่มีใคร(แม้แต่ธนาคารกลาง) ที่จะสามารถควบคุมราคาให้เคลื่อนไหวไปตามความต้องการของเขาได้

Leverage (คาน) ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ แม้ว่าเราจะฝากเงินเข้าเพียงน้อยนิด แต่เราก็สามารถถือครองสัญญาที่มีขนาดใหญ่กว่าเงินในบัญชีของเราได้ Leverage ให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรได้ในขณะที่มีความเสี่ยงของเงินทุนต่ำ ตัวอย่าง โบรกเกอร์หนึ่ง อนุญาตให้เราใช้ leverage 1:200 นั่นหมายถึงว่า ถ้าเรามีเงินมาร์จิ้น 50 ดอลล่าร์ แต่ว่าทำให้เทรดเดอร์ ซื้อหรือขาย สัญญามูลค่า 10,000 เหรียญได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเรามีมาร์จิ้นอยู่ 500 เหรียญ เราก็สามารถเทรดสัญญามูลค่า 100,000 เหรียญ ได้เช่นกัน แต่ว่า Leverage ก็เหมือนดาบสองคม ถ้าเราไม่มีการจัดการความเสี่ยงที่ดี การใช้ Leverage สูง จะทำให้เราขาดทุนหรือกำไรมหาศาลได้เหมือนกัน

มีสภาพคล่องสูง  เพราะว่าตลาดฟอร์เร็กซ์เป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งทำให้มีสภาพคล่องสูงเช่นกัน นั่นหมายถึงว่า ภายใต้สภาวะตลาดปกติเมื่อคุณคลิกเม้าส์ ส่งออร์เดอร์ คุณจะสามารถส่งคำสั่งได้ทันที คุณจะไม่ติดขัดในการเทรด ไม่ว่าคุณจะตั้งให้เปิดออร์เดอร์แบบอัติโนมัติเมื่อถึงราคาที่กำหนด(Limit order) หรือ ให้ปิดออร์เดอร์อัติโนมัติถ้าราคาไม่ได้เป็นไปอย่างที่คุณคิด(Stop loss order)

มีบัญชีเทรด Demo, ข่าว , กราฟ และ บทวิเคราะห์บริการให้ โบรคเกอร์ออนไลน์ส่วนใหญ่ จะมีบัญชี demo ให้ใช้ในการฝึกเทรด พร้อมกับบริการข่าว และกราฟ รวมอยู่ในโปรแกรมเทรด โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นข้อมูลที่คุณค่าสำหรับนักเทรดที่ “น่าสงสาร” และ นักเทรดที่ชาญฉลาด ที่อยากจะฝึกปรือฝีมือตัวเองในการเทรดก่อนที่จะเปิดบัญชีเงินจริง และเสี่ยงในเงินจริง ๆ

การเทรดบัญชี Mini และ บัญชี Micro คุณอาจจะคิดว่าการที่จะเป็นนักเทรดค่าเงินขึ้นมาได้นั้จะต้องใช้เงินมหาศาล แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเรามาเทียบการเทรดค่าเงินกับตลาดหุ้น ออพชั่นหรือว่า ฟิวเจอร์ แต่ว่าไม่ใช่อย่างนั้น โบรกเกอร์ออนไลน์หลาย ๆ ที่ มีบริการบัญชี Mini กับ บัญชี Micro ซึ่งบางโบรคเกอร์อนุญาตให้คุณฝากเงินได้ต่ำสุดเพียง 300 เหรียญ หรือต่ำกว่านั้นก็มี แต่ว่าเราไม่ได้หมายถึงว่า คุณควรจะเปิดบัญชีกับพวกเขาโดยใช้เงินให้น้อยที่สุดนะ แต่เรากำลังหมายถึงว่า มันทำให้ฟอร์เร็กซ์เข้าถึงคนได้หลายกลุ่ม หลายสาขาอาชีพ ผู้ซึ่งไม่มีเงินมากในการเปิดบัญชีครั้งแรก

เราต้องมีเครื่องมืออะไรบ้างในการเริ่มเทรดฟอร์เร็กซ์ 

คอมพิวเตอร์ซักเครื่องพร้อมกับอินเตอร์เนทความเร็วสูงและข้อมูลทั้งหมดในเว็บของเรา แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับการเริ่มต้นเทรดฟอร์เร็กซ์

จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเทรดฟอร์เร็กซ์ 

การเทรดฟอร์เร็กซ์ (บัญชีไมโคร) เราอาจจะเปิดบัญชีด้วยเงินซักไม่กี่ร้อยเหรียญ แต่อย่าพึ่งหัวเราะ – บัญชีไมโครและ บัญชีมินิ ก็ดีสำหรับคุณแล้วในการเริ่มต้นที่จะลองเอาขาจุ่มลงในน้ำ โดยคุณจะไม่จมน้ำ สำหรับบัญชีไมโคร เราแนะนำว่าให้เปิดอย่างน้อยที่ 1,000 เหรียญ และ บัญชีมินิ เราแนะนำให้เปิด 10,000 เหรียญ

2. เราจะทำเงินได้จากฟอร์เร็กซ์ได้อย่างไร

ในตลาดคุณจะซื้อหรือขายค่าเงิน การทำการเทรดในตลาดค่าเงินนั้นง่ายมาก ซึ่งวิธีการเทรดก็เหมือนกับตลาดอื่น ๆ (เช่น ตลาดหุ้น) ดังนั้นถ้าคุณมีประสบการในการเทรดตลาดอื่นมาก่อน คุณก็คงเข้าใจได้ง่ายขึ้น

วัตถุประสงค์ของการเทรดฟอร์เร็กซ์เพื่อที่จะทำการแลกเปลี่ยนค่าเงินเพราะคาดหวังว่าราคาจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่คาดหวัง ดังนั้น ค่าเงินที่คุณซื้อจะมีการเปลี่ยนแปลงมูลค่าเมื่อคุณขาย

ตัวอย่างของการทำกำไรจากค่าเงิน.


*EUR 10,000 x 1.18 = US $11,800     ** EUR 10,000 x 1.25 = US $12,500


อัตราแลกเปลี่ยนเป็นค่าอัตราส่วนของค่าเงินหนึ่งต่อค่าเงินหนึ่ง ตัวอย่างเช่น USD/CHF อัตราส่วนจะบอกได้ว่า จำนวนเงินดอลล่าร์กี่เหรียญ ถึงจะสามารถซื้อได้ 1 สวิสฟรังค์ หรือ สวิสฟรังค์จำนวนเท่าไหร่ที่คุณจะต้องใช้ในการซื้อเงิน 1 ดอลล่าร์

เราจะอ่าน FX Quote ได้อย่างไร?

ค่าเงินนั้นจะเป็นคู่ ๆ เสมอ เช่น GBP/USD หรือ USD/JPY เหตุผลที่ค่าเงินถูกกำหนดเป็นคู่ ๆ เพราะว่าในตลาดการเงินทุก ๆ ที่คุณจะทำการซื้อค่าเงินหนึ่ง ด้วยการขายอีกค่าเงินหนึ่ง ตามตัวอย่างเป็นอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินปอนด์อังกฤษ กับเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

GBP/USD = 1.7500

ค่าเงินตัวแรกก่อนเครื่องหมาย / เรียกว่า Base Currency (ในตัวอย่างนี้คือค่าเงินปอนด์) ขณะที่ตัวที่สองทางขวามือเรียกว่า Quote currency (ในตัวอย่างนี้คือค่าเงินดอลล่าร์)

เมื่อคุณซื้อ อัตราแลกเปลี่ยนจะบอกคุณว่าคุณต้องจ่ายเท่าไหร่เป็นจำนวนเงิน Quote currency เพื่อที่จะซื้อ 1 หน่วยของ Base Currency ตามตัวอย่างข้างต้น คุณต้องจ่าย 1.7500 ดอลล่าร์ สหรัฐฯเพื่อจะซื้อเงินปอนด์ 1 ปอนด์

เมื่อคุณขาย อัตราแลกเปลี่ยจะบอกคุณว่าคุณต้องได้ Quote Currency กี่หน่วยในการขาย 1 หน่วยของ base currency ในตัวอย่างข้างต้น คุณจะได้เงิน 1.7500 ดอลล่าร์ เมื่อคุณขายเงินปอนด์ 1 ปอนด์

Base currency เป็นเกณฑ์ ในการซื้อขาย ถ้าคุณซื้อ EUR/USD นี่หมายถึงว่าคุณกำลังซื้อ Base Currency และคุณก็ขาย Quote currency

คุณจะซื้อคู่เงินนี้ถ้าคุณคิดว่าค่าเงิน base currency จะแพงขึ้นถ้าเปรียบเทียบกับ quote currency คุณจะขายคู่เงินถ้าคุณคิดว่า ค่าเงิน ที่เป็น base currency จะลงเมื่อเทียบกับ ค่าเงิน ที่เป็น quote currency

Long/Short

อันดับแรก สิ่งที่คุณต้องทำคือคุณต้องตัดสินใจว่าคุณต้องซื้อหรือขาย
ถ้าคุณต้องการซื้อ(ซึ่งหมายความว่าคุณซื้อ base currency และ ขาย quote currency) คุณต้องการให้ค่าเงินที่เป็น base currency มีมูลค่ามากขึ้น คุณ ต้องขายมันที่ราคาสูงกว่าที่คุณซื้อ และสำหรับเทรดเดอร์ เราเรียกว่า Long หรือ long position ซึ่งก็เท่ากับ Buy นั่นเอง

ถ้าคุณต้องการขาย(ซึ่งหมายควาว่าคุณต้องการขาย base currency และ ซื้อ quote currency) คุณต้องซื้อค่าเงินที่เป็น base currency คืนในราคาที่ต่ำกว่า ซึ่งการทำแบบนี้เรียกว่า การ shor position หรือ Short ก็คือการ sell นั่นเอง

Bid/Ask Spread

ทุก ๆ คู่เงินมีราคา อยู่สองราคาคือ ราคา bid และ ราคา Ask ราคา Bid นั้นจะต่ำกว่าราคา Ask เสมอ

Bid เป็นราคาซึ่งโบรกเกอร์จะซื้อราคา base currency เพื่อที่จะแลกเปลี่ยน กับค่าเงิน quote currency นั่นหมายถึงว่าคุณ(นักเทรด) จะ sell ได้

Ask เป็นราคาที่ โบรกเกอร์จะขายราคา base currency เพื่อที่จะแลกเปลี่ยนกับค่าเงิน quote currency ซึ่งหมายถึง Ask เป็นราคาที่เราจะซื้อได้นั่นเอง

ความแตกต่างระหว่าง Bid กับ Ask เรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่า Spread.

ลองดูที่ตัวอย่างของราคาที่ปรากฏอยู่ในหน้าจอโปรแกรมเทรดกัน:

นี่คือ คู่เงิน GBP/USD ราคา Bid 1.7445 และราคา ask เท่ากับ 1.7449. นี่เป็นสิ่งที่โบรคเกอร์เหล่านี้มีเพื่ออำนวยความสะด้วยให้คุณ ถ้าคุณต้องการ sell GBP, คุณก็เพียงแค่คลิ๊ก "Sell" ที่ราคา 1.7445. ถ้าคุณต้องการซื้อ GBP, คุณก็คลิ๊ก "Buy" และคุณจะได้ราคาที่ 1.7449.



 
ตามตัวอย่างดังกล่าว เราใช้การวิเคราะห์พื้นฐาน ในการช่วยตัดสินใจว่า จะซื้อหรือขายคู่เงินนั้น ๆ ถ้าคุณชอบแอบหลับในชั้นเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์ หรือว่า โดดเรียนบ่อย ๆ ไม่ต้องห่วง เรามีเนื้อหาให้คุณได้ศึกษาในบทต่อ ๆ ไป สำหรับตอนนี้ แค่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนก็พอ

EUR/USD

ถ้าคุณเชื่อว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะหดตัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข่าวร้ายสำหรับค่าเงินดอลล่าร์เช่นกัน คุณ ก็จะต้องส่งคำสั่ง BUY ค่าเงิน EUR/USD โดยดังกล่าวคือ คุณซื้อเงินยูโรซึ่งคาดว่าจะเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับ ค่าเงินดอลล่าร์ ตามตัวอย่างนี้ เงินยูโรเป็น base currency และใช้เป็นเกณฑ์ในการ ซื้อขายด้วย

ถ้าคุณเชื่อว่า เศรษฐกิจของสหรัฐฯ นั้นแข็งแกร่งและค่าเงินยูโรจะอ่อนแอเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐ คุณต้องส่งคำสั่ง Sell EUR/USD นั่นคือ คุณคาดว่าค่าเงินยูโรจะร่วงลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

USD/JPY 

ตัวอย่างนี้คือ ค่าเงิน ดอลล่าร์สหรัฐฯ เป็น base currency และใช้เป็นเกณฑ์ในการซื้อขาย
ถ้าคุณคิดว่า รัฐบาลญี่ปุ่นจะทำให้ค่าเงินเยน ตกต่ำเพื่อจะกระตุ้นอุตสาหกรรมส่งออก คุณต้องส่งออร์เดอร์ Buy USD/JPY นั่นหมายถึงคุณซื้อเงินดอลล่าร์สหรัฐฯเพราะคาดว่ามันจะแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเงินญี่ปุ่น

ถ้าคุณเชื่อว่า นักลงทุนญี่ปุ่น กำลังดึงเงินออกจากตลาดการเงินสหรัฐฯ และแลกเงินดอลล่าร์สหรัฐฯทั้งหมดที่เขามีในมือกลับมาเป็นเงินเยน ซึ่งจะทำให้เงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ได้รับความเสียหาย คุณต้องส่งคำสั่ง Sell USD/JPY โดยการทำแบบนี้หมายความว่าคุณคิดว่าค่าเงินสหรัฐฯ มีการอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับค่าเงินเยน


GBP/USD

ถ้าคุณคิดว่าเศรษฐกิจของอังกฤษจะยังคงเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ คุณต้องส่งคำสั่ง BUY GBP/USD นั่นคือคุณต้องซื้อเงินปอนด์เพราะคิดว่ามันจะขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ

ถ้าคิดคิดว่าเศรษฐกิจของประเทศอังกฤษจะชะงัก ขณะที่เศรษฐกิจของสหรัฐฯอเมริกายังคงแข็งแกร่งต่อเนื่อง คุณก็ต้องส่งคำสั่ง Sell GBP/USD หมายความว่าคุณต้องขายเงินปอนด์เพราะว่าคิณคิดว่า ราคามันจะลดลงเมื่อเทียบกับค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ


เราไม่มีเงินพอที่จะซื้อค่าเงินมูลค่า 10,000 ยูโร เราจะยังเทรดได้อยู่ไหม?

คุณสามารถเทรดได้เพราะเราสามารถใช้ margin ได้ คำว่า Margin หมายถึงการเทรดโดยการยืมเงินจากโบรกเกอร์มานั่นเอง ด้วยเหตุนี้คุณสามารถเปิดposition มูลค่า 100,000 เหรียญ หรือ 10,000 เหรียญ โดยเงินเพียง 50 เหรียญ หรือ 1,000 เหรียญ เท่านั้นเอง คุณสามารถถือครอง position ขนาดใหญ่ ด้วยเงินเพียงน้อยนิด และต้นทุนไม่แพงมากนัก

การเทรดแบบใช้มาร์จิ้น ในตลาดค่าเงินนี้ เราเรียกว่า Lots ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องเหล่านี้อย่างละเอียดในบทต่อ ๆ ไป สำหรับตอนนี้ ให้คิดแค่ว่า คำว่า lot คือปริมาณค่าเงินอย่างต่ำที่คุณสามารถซื้อได้ก็พอแล้ว เช่น เมื่อคุณไปร้านขายของชำและอยากซื้อไข่ คุณไม่สามารถที่จะซื้อไข่เพียงใบเดียวได้ เพราะมันขายเป็นโหล หรือเราเรียกได้ว่า 1 lot ก็ได้ในบัญชี Mini 1 lot มูลค่าเท่ากับ 10,000 เหรียญ และในบัญชี standard นั้น มูลค่า 100,000 เหรียญ ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าคุณเปิดบัญชีประเภทไหนไว้อีกที


ตัวอย่าง

• คุณคิดว่าสัญญาณทางเทคนิคที่คุณใช้บอกว่า ค่าเงินปอนด์จะสูงขึ้นเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์
• คุณจะเปิด position 1 lot ซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 100,000 คุณอยากซื้อเงินปอนด์ที่ 1 เปอร์เซ็นต์ของมาร์จิ้น และรอให้ค่าเงินมันแข็งค่าขึ้น เมื่อคุณซื้อ GBP/USD 1 ลอท(100,000) ที่ราคา 1.5000 คุณกำลัง Buy 100,000 ปอนด์ซึ่งมีมูลค่า 150,000 ดอลล่าร์สหรัฐ (เงินปอนด์ 100,000 หน่วย x 1.50(อัตราแลกเปลี่ยนต่อเงินดอลล่าร์) ถ้ามาร์จิ้นที่ต้องใช้เท่ากับ 1 % คุณต้องมีเงิน เท่ากับ 1,500 เหรียญ อย่างน้อยในบัญชีของคุณ(150,000 เหรียญX 1%) ตอนนี้คุณถือครอง position เงินปอนด์ มูลค่า 100,000 ปอนด์ ซึ่งใช้เงินเพียงแค่ 1,500 เหรียญถ้าค่าเงินมันขึ้นไปอย่างที่คุณคิด และคุณอยากจะซื้อ
• คุณจะปิด position ที่ราคา 1.5050 คุณจะได้ 50 pip หรือราว ๆ 500 เหรียญ( Pip (ปิ๊บ) คือจำนวนน้อยที่สุดที่ค่าเงินเคลื่อนไหว หรือ 1 จุดนั่นเอง)



เมื่อคุณตัดสินใจที่จะปิด position กำไรขาดทุนก็จะถูกคำนวณ และมันก็จะเอาไปรวมกับบัญชีของคุณที่คุณเปิด เราจะพูดถึงเรื่องมาร์จิ้นละเอียดกว่านี้ และหวังว่า คุณคงพอเข้าใจความหมายของมาร์จิ้นบ้างแล้วตอนนี้
Rollover 

นี่ไม่ใช่โปรโมชั่นต่ออายุเวลาในการโทรเหมือนบริษัทมือถือแน่นอน เพราะว่าเกี่ยวกับออร์เดอร์ที่เปิดข้ามคืนจนถึงเวลา “Cut-off time” ปกติจะราว ๆ ตีห้าบ้านเรา จะมีดอกเบี้ยเกิดขึ้น ซึ่งเทรดเดอร์จะได้ หรือจะเสีย เท่าไหร่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนมาร์จิ้นที่คุณถืออยู่ในตลาด ถ้าคุณไม่ต้องการดอกเบี้ยนี้ คุณก็ต้องปิดคำสั่งของคุณก่อนจะถึงเวลา ตีห้า 

ตั้งแต่ที่ทุกๆ การเทรดค่าเงินนั้นเกี่ยวพันกับการยืมเงินจากค่าเงินค่าหนึ่งแล้วน้ำไปซื้อค่าเงินอีกค่าหนึ่ง ซึ่งดอกเบี้ยนี้ก็เลยถูกชาร์จเข้าไปในการเทรดฟอร์เร็ก ดอกเบี้ยจะถูกจ่ายให้กับค่าเงินที่ถูกยืม และได้รับดอกเบี้ยจากค่าเงินที่ถูกซื้อ ถ้าเทรดเดอร์กำลังซื้อค่าเงินค่าเงินหนึ่งที่มีดอกเบี้ยสูงกว่าดอกเบี้ยที่เราต้องเสียให้กับคนที่เรายืมมา จะทำให้ดอกเบี้ยมีผลเป็นบวก(ตัวอย่างเช่น USD/JPY) และเทรดเดอร์จะได้เงินค่าดอกเบี้ยส่วนต่างเข้าบัญชี คุณสามารถถามรายละเอียดของ Rollover กับโบรคเกอร์ของคุณ

และจำไว้ว่า โบรคเกอร์รายย่อยส่วนมากก็ปรับอัตรา Rollover ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกัน (เช่น Leverage, อัตรากู้ยืมจาก interbank) คุณต้องตรวจสอบข้อมูลเรื่อง Rollover ให้ละเอียด ทั้งด้านเครดิต และ เดบิต

ถ้าคุณไม่รู้ว่าอัตราดอกเบี้ยของแต่ละค่าเงินเท่ากับเท่าไหร่ ภาพนี้จะช่วยให้คุณได้เข้าใจขึ้นบ้าง ซึ่งเป็นของวันที่ 19 เดือน เมษายน ปี 2009


บัญชี Demo

คุณสามารถเปิดบัญชี demo ได้ฟรีแทบจะทุกโบรคเกอร์ ซึ่งบัญชีเดโมนี้จะเหมือนบัญชีจริงทุกอย่าง แล้วทำไมมันถึงฟรีหล่ะ? เพราะว่าโบรกเกอร์อยากให้คุณใช้โปรแกรมการเทรดของเขาให้คล่อง และถ้าคุณเทรดได้ดี คุณก็จะตกหลุมรักในฟอร์เร็กซ์แล้วคุณก็จะอยากฝากเงินจริง บัญชีเดโมจะทำให้คุณเรียนรู้เกี่ยวกับตลาดฟอร์เร็กซ์ได้ง่ายขึ้น และสามารถทดสอบความสามารถในการเทรดของคุณได้โดยที่คุณไม่ต้องเสี่ยงที่จะเสียเงินเลย

คุณควรจะเทรดบัญชีเดโมของคุณอย่างน้อย 6 เดือนก่อนที่คุณคิดว่าจะใส่เงินจริง ๆ ลงไป
 

ขอย้ำอีกครั้งว่า คุณควรจะเทรดบัญชีเดโมอย่างน้อยหกเดือนก่อนที่คุณคิดจะใส่บัญชีเงินจริงของคุณลงไป

“อย่าเสียเงินของคุณ” ให้พูดออกมา เอามือของคุณมาแนบกับหน้าอก แล้วก็พูดออกมา....

“ฉันจะเล่นบัญชีจริงเป็นเวลา 6 เดือนก่อนที่จะเทรดเงินจริง” แล้วเอานิ้วชี้ชี้ไปที่หัวของคุณแล้วบอกว่า...

“ฉันเป็นนักเทรดที่ฉลาดและอดทน” 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น