วันพฤหัสบดีที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2554

ชั้นเตรียมอนุบาล ฟอร์เร็กพื้นฐาน(ตอนที่ 3)

4. การเลือกโบรคเกอร์ ฟอร์เร็กซ์

ก่อนที่คุณจะเทรดฟอร์เร็กซ์ได้คุณต้องเปิดบัญชีกับโบรคเกอร์ฟอร์เร็กซ์ก่อน แล้วโบรคเกอร์คืออะไรหล่ะ? คำอธิบายง่าย ที่สุดคือบริษัทหรือใครซักคนหนึ่งที่รับซื้อหรือว่าขายออร์เดอร์ที่มาจากเทรดเดอร์อีกที โบรกเกอร์ได้เงินจากการชาร์จค่าคอมมิชชั่น หรือว่าค่าธรรมเนียมในการบริการ

คุณอาจจะรู้สึกกว่าแล้วจะเลือกโบรคเกอร์ไหนดีเพราะมันมีเยอะมากที่ให้บริการ ในการตัดสินใจเลือกโบรคเกอร์นี้ต้องทำการวิเคราะห์กันนิดหน่อย ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจในตัวบริการและค่าธรรมเนียมที่ตัวโบรคเกอร์มี

ฟอร์เร็กซ์โบรคเกอร์มีใบอนุญาติรึเปล่า?

เมื่อคุณเลือกโบรคเกอร์มาซักโบรคเกอร์หนึ่งและพบว่าโบรคเกอร์ของคุณเป็นสมาชิกขององค์กรอะไรซักอย่าง เพราะว่าตลาดฟอร์เร็กซ์นั้น เป็นตลาดที่ไม่มีตัวตนอยู่ และด้วยความทีเป็นอย่างนี้ กฏหรือว่า ใบอนุญาตสำหรับโบรกเกอร์มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะว่าไม่เช่นนั้นคุณอาจจะโดนหลอกก็เป็นได้

ในสหรัฐฯ โบรคเกอร์จะต้องลงทะเบียนกับ Futures Commission Merchant(FCM) , Commodity Futures Trading Commission(CFTC) หรือ เป็นสมาชิกของ NFA เป็นอย่างน้อยCFTC และ NFA จะการเกิดการฉ้อฉล ทุจริต คดโกงเงินในการเทรด

คุณสามารถตรวจสอบกฏของโบรคเกอร์ จากสถานะของสมาชิกใน Commodity Futures Trading Commission(CFTC) และ (NFA) เพื่อตรวจดูประวัติของพวกเขาโดยการโทรไปหา NFA ที่เบอร์7(800) 621-3570 หรือสามารถตรวจสอบข้อมูลของโบรคเกอร์ของคุณ ผ่านทางเว็บไซต์ที่ www.nfa.futures.org/basicnet/.

แล้วมองหาบริษัทที่มีประวัติการทำงานที่สะอาดและสภาวะการเงินมั่นคง และอย่าไปสนใจกับโบรกเกอร์ที่ไม่มีองค์กรใด ๆ รับรอง

NFA จะคอยให้ความรู้กับนักลงทุนเกี่ยวกับการเทรดฟอร์เร็กซ์ พวกเขามีนิตยสารที่ได้รับรางวัล Pulitzer ชื่อว่า "Trading in the Retail Off-Exchange Foreign Currency Market”. ซึ่งพวกเขาจะแนะนำให้คุณอ่านมันก่อน

พวกเขายังได้พัฒนาตัวโปรแกรมการเรียนรู้เรื่องฟอร์เร็กออนไลน์ Forex Online Learning Program, ขึ้นมา ซึ่งเป็นโปรแกรมที่คุณสามารถศึกษาได้ด้วยตัวเองถ้าคุณอยากจะรู้ว่าฟอร์เร็กซ์นั้นเทรดยังไง และมีความเสี่ยงจากการเทรดยังไง หรือว่า สิ่งที่ควรทำความเข้าใจก่อนที่จะเปิดบัญชีกับโบรคเกอร์ซึ่งทั้งสองอย่างนี้บริการให้ฟรี

ฝ่ายบริการลูกค้า

ตลาดฟอร์เร็กเป็นตลาดที่เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นจึงมีฝ่ายบริการลูกค้าที่ออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนกัน แล้วคุณสามารถจะติดต่อโบรคเกอร์เหล่านั้นผ่านโทรศัทพ์ อีเมลล์ แชท ได้ไหม? แล้วพนักงานรับโทรศัพท์เหล่านั้นจะตอบคำถามเราได้ไหม? ซึ่งเรื่องคุณภาพของฝ่ายบริการลูกค้านั้นขึ้นอยู่กับตัวโบรกเกอร์เอง คุณต้องเช็คให้แน่ใจว่าพวกเขาบริการดีหรือไม่ก่อนที่จะเปิดบัญชี

เกร็ดเล็ก ๆ น้อย ๆ : เลือกโบรคเกอร์มาซักสองสามแห่งแล้วติดต่อผ่าน ศูนย์บริการลูกค้าของพวกเขา ดูว่าพวกเขาตอบคำถามคุณไวขนาดไหนเพราะว่ามันบอกถึงพวกเขารับผิดชอบต่อความต้องการของคุณขนาดไหน ถ้าพวกเขาไม่ได้รับคำตอบที่น่าพอใจและช้า พวกเขาก็เป็นโบรคเกอร์ที่น่าเชื่อถือเท่าไหร่ และระวังโบรคเกอร์ประเภทนี้เข้าไว้ จำไว้ว่า บริการก่อนการขาย ย่อยดีกว่าบริการหลังการขาย

โปรแกรมเทรดออนไลน์

โบรคเกอร์ส่วนใหญ่จะอนุญาตให้คุณเทรดผ่านอินเตอร์เนทอยู่แล้ว ซึ่งโปรแกรมที่พวกเขาให้บริการเป็นระบบการส่งคำสั่งในการเทรด ดังนั้นโปรแกรมที่ใช้ในการส่งคำสั่งจึงมีความสำคัญเหมือนกับการเทรดออพชั่นที่พวกเขาจะมีบริการบัญชีเทรดแบบเดโมในบางโบรคเกอร์

สิ่งที่คุณควรจะดูในหน้าจอโปรแกรมของโบรคเกอร์

  • ความสามารถในการดูราคาหรืออัตราแลกเปลี่ยนแบบเรียลไทม์
  •  มีผลสรุปของยอดรวมในบัญชีของคุณและมีกำไรที่รับรู้ไปแล้วและกำไรที่ยังไม่รับรู้ มีมาร์จิ้นที่เหลืออยู่ และมาร์จิ้นที่ล็อคไว้แล้วสำหรับในการถือ postion.
โปรแกรมเทรดส่วนใหญ่หรือแม้แต่หน้าจอที่เทรดบนเว็บ โดยใช้ Java หรือว่าโปรแกรมที่ต้องติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์ของลูกค้า ซึ่งควรจะให้เหมาะกับตัวคุณ

  • โปรแกรมที่เทรดบนเว็บเป็นโปรแกรมที่มี host หรือแม่ข่าย อยู่ที่ เว็บไซต์ของโบรคเกอร์ของคุณ คุณไม่ต้องติดตั้งโปรแกรมใด ๆ ในคอมพิวเตอร์ของคุณ และคุณสามารถที่จะเข้าไปใช้โปรแกรมจากที่ไหนก็ได้ คอมพิวเตอร์เครื่องไหนก้ได้ที่ต่ออินเตอร์เนท
  • โปรแกรมที่ติดตั้งอยู่กับคอมพิวเตอร์ของลูกค้า เมื่อคุณดาวน์โหลดและติดตั้งโปรแกรม คุณก็ได้รับอนุญาตให้เทรดบนคอมพิวเตอร์ของคุณ(แม้ว่าคุณจะลงโปรแกรมไว้กี่เครื่องก็ตาม).
ทั่ว ๆ ไป การดาวน์โหลดและการติดตั้งโปรแกรม สามารถทำได้ค่อนข้างรวดเร็วแต่ว่าโปรแกรมส่วนใหญ่จะไม่มีโปรแกรมให้เลือกลงได้หลายระบบปฏิบัติการมากนัก ตัวอย่างเช่น โบรคเกอร์ส่วนใหญ่จะมีโปรแกรมเทรดที่สามารถติดตั้งได้บน Microsoft Window อย่างเดียวเท่านั้น ถ้าคุณใช้ Mac คุณก็ไม่สามารถติดตั้งโปรแกรมเหล่านั้นได้ และคุณต้องใช้โปรแกรมที่ติดตั้งอยู่ในเว็บของโบรคเกอร์ของคุณอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้จะเปิดผ่านโปรแกรมเล่นอินเตอร์เนท อย่าง Explorer , Firefox อีกที

โปรแกรมที่ใช้ซอร์ฟแวร์ Java เป็นที่นิยมในหมู่โบรคเกอร์ ที่คิดว่าปลอดัยและน่าเชื่อถือมากที่สุดเพราะว่ายากที่จะโดนโจมตีจากไวรัสหรือว่าแฮ็คเกอร์ระหว่างที่ทำการส่งถ่ายข้อมูล อย่างเช่นการ ดาวน์โหลดโปรแกรม หรือการติดตั้งโปรแกรม

แต่ว่าคุณต้องลองใช้โปรแกรมของโบรคเกอร์ของคุณด้วยบัญชีเดโมก่อนที่จะลงเงินในบัญชีจริง!

อย่าลืมใช้ อินเตอร์เนทความเร็วสูงหล่ะ

ตลาดฟอร์เร็กเป็นตลาดที่มีการเคลื่อนไหวของราคารวดเร็กว ดังนั้นคุณควรอินเตอร์เนทที่ใช้เวลาเพียงไม่กี่วิในการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับตลาด ซึ่งคุณควรจะมีอินเตอร์ความเร็วสูง แต่ว่า ถ้าคุณไม่มี มันก็จะทำให้พบกับปัญหาจุกจิกในการเทรด ระบบอินเตอร์เนทแบบเดิมไม่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับตลาดฟอร์เร็ก ถ้าคุณอยากจะเทรดออนไลน์ คุณต้องใช้คอมพิวเตอร์ทีใหม่และมีอินเตอร์เนทความเร็วสูง แต่ว่ามันก็ไม่สำคัญมากหรอก!

กระดิ่งกับนกหวีด

ทุก ๆ โบรคเกอร์จะให้คุณส่งออร์เดอร์แบบ เรียลไทม์อยู่แล้วซึ่งทำให้คุณส่งคำสั่งซื้อขายได้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่โปรแกรมเทรดพื้นฐานควรจะมี แต่ก็ยังมีการอัพเกรดโปรแกรมเทรดของคุณเพื่อใช้ในการอำนวยความสะดวก โดยคุณอาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมเป็นรายเดือน
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่ก็จะมีกราฟ หรือว่าชาร์ททางเทคนิคไว้บริการในโปรแกรมเทรดของพวกเขาอยู่แล้ว ซึ่งก็ต้องแตกต่างกันไปตามแต่ละโบรคเกอร์อีกนั่นแหละ เราควรจะเข้าใจจุดนี้ไว้ด้วย

Mini/Micro Accounts
โบรคเกอร์จะมีบัญชีเล็ก ๆ ให้เรา เรียกว่า mini account และยังมีเล็กยิ่งกว่านั้นอีกคือ บัญชี Micro Account ซึ่งแค่เงินไม่กี่ร้อยเหรียญก้สามารถเล่นได้และดีสำหรับเทรดเดอร์เพราะว่าเราควรจะใช้บัญชีประเภทนี้ในการหาประสบการณ์การเทรดของคุณ

นโยบาย หรือเงื่อนไขของโบรคเกอร์

ก่อนที่จะเลือกโบรคเกอร์ออนไลน์ คุณควรจะหาข้อมูลเกี่ยวกับเงื่อนไข ของโบรคเกอร์ของคุณให้รอบคอบเสียก่อน เช่น:

  • คู่เงินที่สามารถเทรดได้ คุณควรจะดูว่าโบรกเกอร์มีคู่เงินหลัก ๆ อย่างน้อย เจ็ดค่าเงินให้เล่นรึเปล่า( AUD, CAD, CHF, EUR, GBP, JPY, and USD).
  • Transaction Costs คือค่าใช้จ่ายในการส่งออร์เดอร์นั่นเอง ซึ่งจะถูกคิดเป็น pip ซึ่งถ้ายิ่งค่า spread ต่ำเท่าไหร่ในการเทรดต่อครั้งหมายความว่าเรามีโอกาสในการทำกำไรสูงขึ้นเท่านั้น ถ้าเปรียบเทียบกับโบรคเกอร์ที่ spread สูง ๆ คุณก็จะเห็นความแตกต่างของมันชัดเจนเช่น Bid กับ Ask หรือ Spread ของ EUR/USD ทั่วไปแล้วควรจะเป็น 3 pip แต่ว่าคุณอาจจะหาโบรคเกอร์ที่มี spread แค่ 2 หรือน้อยกว่านั้นได้
  • Margin ที่ต้องใช้ สำหรับมาร์จิ้นที่ต้องใช้ต่ำมาก ๆ (นั่นหมายถึงว่าต้องใช้ leverage สูง) ซึ่งหมายถึงโอกาสในการทำกำไร และโอกาสขาดทุนสูงเช่นเดียวกัน ซึ่งเปอร์เซ็นต์มาร์จิ้นนั้นส่วนมากจะอยู่ที่ .25% ถ้าเราหาโบรคที่มีมาร์จิ้นถูก ๆ ยิ่งดี เมื่อคุณคุณเทรดได้กำไร แต่ว่าถ้าคุณขาดทุนมันก็เป็นดาบสองคมเหมือนกัน คุณต้องทำความเข้าใจกับการสวิงของค่าเงินด้วย และให้ระวังการใช้มาร์จิ้นของคุณ
  • ขนาดของการเทรดอย่างน้อย ขนาดของการเทรดที่ 1 ลอทอาจจะแตกต่างกันไปตามแต่ละโบรคเกอร์ซึ่ง บางโบรคเกอร์อาจจะเท่ากับ 1,000, 10,000 , หรือ 100,000 ดอลล่าร์ ต่อ 1 ลอท ซึ่งถ้า 1 ลอทมีมูลค่า 100,000 เหรียญว่า standard ถ้า 1 ลอทมีมูลค่า 10,000 เรียกว่า Mini และถ้า 1 ลอท มีมูลค่า 1,000 เรียกว่า micro บางโบรคเกอร์อาจจะมีขนาดในการส่งออร์เดอร์ที่เล็กกว่านี้ให้คุณได้อีก เรียกว่า odd lot ซึ่งคุณสามารถกำหนดขนาดการส่งออร์เดอร์ของคุณได้
  • Rollover /swap Rollover ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยของแต่ละประเทศที่ใช้ค่าเงินนั้น ๆ อยู่เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยอีกค่าเงินที่อยู่ใน คู่ของค่าเงิน ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่แตกต่างกันมากเท่าไหร่ จะทำให้เราต้องจ่ายหรือรับค่า Rollover เยอะขึ้นเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเราเทรด GBP/USD ถ้าเงินปอนด์มีอัตราดอกเบี้ยที่สูงหรือว่าแตกต่างมากกว่าอัตราดอกเบี้ยของเงินดอลล่าร์สหรัฐฯ ดังนั้นการคิดค่า Rollover ของการถือเงินปอนด์จะแพง ในทางตรงกันข้าม เช่นถ้าเงิน สวิสฟรังค์ มีออัตราดอกเบี้ยส่วนต่างน้อยที่สุดเมื่อเทียบกับเงินดอลล่าร์สหรัฐ ดังนั้นการถือค่าเงิน USD/CHF ข้ามคืนก็จะมีค่าใช้จ่ายน้อยเช่นเดียวกัน
  • อัตราดอกเบี้ยในบัญชีแบบ Margin Account การจ่ายดอกเบี้ยของโบรกเกอร์ส่วนมากขึ้นอยู่กับ ขนาดของ มาร์จิ้นของลูกค้า ซึ่งขึ้น ๆ ลง ๆ ตามอัตราดอกเบี้ยที่ประกาศออกมา ถ้าคุณ ถ้าคุณคิดจะหยุดเทรดไปซักพัก แต่ว่าดอกเบี้ยในบัญชีมาร์จิ้นของคุณยังคงถูกคิดต่อไป จำไว้ว่าโบรคเกอร์ส่วนใหญ่ ไม่อนุญาตให้คุณ จำไว้ว่าโบรคเกอร์ส่วนใหญ่จะไม่อนุญาตให้คุณปล่อยให้ดอกเบี้ยพอกมากขึ้น นอกจากคุณจะใช้มาร์จิ้นแค่ 2 เปอร์เซ็นต์ คือ leverage 1: 50
  • Trading Hours แทบจะทุกโบรคเกอร์จะใช้เวลาในการเริ่มเปิดตลาดเป็นเวลาเดียวกันกับที่ตลาดฟอร์เร็กซ์ทั่วโลกเปิดตลาด นั่นคือ 5:00 วันจันทร์ ของเมืองไทย จนถึง วันเสาร์ เวลา ตีสี่ ของเมืองไทย
เงื่อนไขอื่น ๆ

ให้ตรวจสอบเรื่องการเปิดบัญชี “fine print” ซึ่งเกี่ยวกับเงื่อนไขของโบรคเกอร์เพราะว่า อาจจะแตกต่างกันเล็กน้อยกับโบรคอื่น ๆ เพราะพวกเขาอาจจะมีเงื่อนไขที่ตั้งขึ้นเอาไว้เอาเปรียบนักเทรดมือใหม่

การหาโบรคเกอร์ที่ดี เป็นสิ่งสำคัญ มันไม่ได้ง่ายและต้องใช้เวลา อย่าพึ่งเลือกโบรคเกอร์ที่คุณคิดว่า ดูดี และมองหาความได้เปรียบที่อาจจะมีในโบรคเกอร์อื่น ๆ ด้วยการใช้บัญชี Demo ของพวกโบรคเกอร์เสมอ ๆ

สรุป

สิ่งที่เราต้องตรวจสอบใน online Forex broker/dealer:

1. ค่า Spreads ต่ำ ในการเทรดฟอร์เร็ก ‘spread’ คือจุดที่แตกต่างระหว่าง ราคา Buy กับ Sell ที่มีอยู่ในแต่ละค่าเงิน ถ้ายิ่ง Spread ต่ำ ๆ ยิ่งทำให้คุณยิ่งได้เปรียบ

2. เงินฝากแรกเข้าขั้นต่ำ ไม่มากนัก สำหรับ คนที่ยังใหม่ในตลาดฟอร์เร็ก และไม่มีเงินเป็นล้าน ๆ เหรียญที่จะมาเสี่ยงในการเทรด การเปิดบัญชี micro ด้วยเงินเริ่มต้นซัก 250 เหรียญ(เราแนะนำอย่างน้อย 1,000 เหรียญ) ซึ่งกำลังพอเหมาะสำหรับมือใหม่

3. ออร์เดอร์ของคุณ โดน Instant automatic execution นี่เป็นเรื่องสำคัญมากเมื่อคุณเลือกฟอร์เร็กโบรคเกอร์ อย่าเลือกโบรคเกอร์ที่มี Re-Quote เมื่อคุณจะซื้อที่ราคานั้น หรือว่า โบรคเกอร์ที่มีการใช้ Slippage ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากเมื่อคุณเทรดแล้วหวังผลกำไรส่วนต่างไม่กี่จุด คุณต้องใช้สิ่งที่เราเรียกว่า WYSIWYG(อ่านว่า วิซซี่วิก)โบรคเกอร์ ซึ่งหมายถึงเมื่อคุณอยากได้ราคานั้นคุณก็ต้องได้ ..WYSIWYG = What You See Is What You Get!

4. มี charting and technical analysis ให้ฟรี เลือกโบรคเกอร์ที่ให้มีชาร์ทหรือกราฟทางเทคนิคให้คุณ สำหรับเทรดเดอร์ที่ แอคทีฟซักหน่อย(เทรดบ่อย) ให้คุณหาโบรคเกอร์ที่มีกราฟ หรือ ข้อมูลการวิเคราะห์ทางเทคนิคให้คุที่คุณสามารถใช้วิเคราะห์ด้วยตัวของคุณเองในกราฟ

5. Leverage Leverage สามารถทำให้เรา รวย และ จนได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอย่างหลังมากกว่า(จน) ในฐานะนักเทรดที่มีประสบการณ์ คุณไม่ต้องใช้ leverage เยอะมากอย่างที่คิด ซึ่งถ้าจะให้ดีใช้ราว ๆ 1: 100 สำหรับบัญชี สแตนดาร์ด และ 200:1 สำหรับบัญชี mini.

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น