หลังจากนี้เราต้องใช้ความสามารถทางคณิตศาสตร์นิดหน่อย บางทีคุณอาจจะเคยได้ยินมาบ้างแล้วกับคำว่า Pip และ Lot ก่อนหน้านี้ และตอนนี้เราจะมาอธิบายว่ามันคืออะไรและมีวิธีคิดอย่างไร
คุณต้องใส่ใจกับมันหน่อยเพราะว่ามันเป็นความรู้ที่นักเทรดฟอร์เร็กซ์ทุกคนควรจะรู้ อย่าพึ่งคิดเรื่องเทรดจนกว่าคุณจะรู้สึกว่าคุณเข้าใจว่า pip และการคำนวณกำไรขาดทุน
แล้วpip นี่มันคืออะไร?
การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของค่าเงินนั้นเรียกว่า pip ถ้าEUR/USDเคลื่อนไหวจากราคา 1.2250 ไปที่ราคา 1.2251 นี่เรียกว่า 1 pip ซึ่ง1 Pip คือตัวเลขทศนิยมตัวสุดท้ายของค่าเงินจากตัวทศนิยมสี่ตัว(ซึ่งบางครั้งก็ก็อาจจะมีถึงห้าจุด ซึ่งบ่งบอกถึงจำนวนpip เหมือนกัน) ซึ่งเราสามารถใช้ Pip ในการประมาณผลกำไรขาดทุนได้
ซึ่งแต่ละค่าเงินก็มีค่าที่แตกต่างกันไป เราจำเป็นต้องคำนวณมูลค่า ของเงินต่อความเคลื่อนไหวต่อ pip ก่อน ในค่าเงินที่ที่ค่าเงินดอลล่าร์อยู่ข้างหน้าจะถูกคิดดังนี้
สมมุติว่าเป็นคู่เงิน USD/JPY มีอัตราแลกเปลี่ยนอยูที่ 119.80 (สังเกตุว่าค่าเงินดังกล่าวจะมีแค่สองจุดทศนิยม ซึ่งค่าเงินส่วนใหญ่จะมีสี่)
ในกรณีของ USD/JPY เคลื่อนไหว 1 จุดจะเท่ากับ .01
ดังนั้น
USD/JPY:
119.80
.01 แบ่งตามอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน = pip value
.01/119.80 = 0.0000834
ซึ่งออกจะยาวไปหน่อย แต่เดี๋ยวเราจะเริ่มคำนวณ ขนาดของ lot กัน
USD/CHF:
1.5250 .0001
แบ่งตามอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน = pip value
.0001 / 1.5250 = 0.0000655
USD/CAD:
1.4890 .0001
แบ่งตามอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน = pip value
.0001 / 1.4890 = 0.00006715
และในกรณีที่ค่าเงินดอลล่าร์อยู่ข้างหลัง และคุณต้องการหาค่าจะมีวิธีการเพิ่มขึ้นอีกหน่อยดังนี้
EUR/USD:
1.2200
.0001 แบ่งตามอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงิน = pip value
ดังนั้น
.0001 / 1.2200 = EUR 0.00008196
แต่ว่าเราต้องคิดกลับไปเป็นค่าเงินดอลล่าร์อีกทีซึ่งก็คือ
EUR x อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้น
0.00008196 x 1.2200 = 0.00009999
เมื่อเราปัดเศษ ก็จะได้ 0.0001
GBP/USD:
1.7975
.0001 แบ่งตามอัตราแลกเปลี่ยน = pip value
ดังนั้น
.0001 / 1.7975 = GBP 0.0000556
แต่เราต้องกลับไปคิดเป็นค่าเงินดอลล่าร์อีกทีหนึ่งซื่งเท่ากับ
GBP x อัตราแลกเปลี่ยน
ดังนั้น
0.0000556 x 1.7975 = 0.0000998
ถ้าเราปัศเศษทศนิยมก็จะได้ 0.0001
บางทีตอนนี้คุณกำลังอาจจะคิดอยู่ก็ได้ว่า ตกลงแล้วเราต้องคิดทั้งหมดทุกคู่ตลอดเลยรึเปล่า คำตอบคือ ไม่ เกือบทุก ๆ โบรคเกอร์จะมีรายละเอียดนี้ให้คุณอยู่แล้ว แต่มันก็ดีที่คุณจะรู้ว่ามันมาได้ยังไงค่าเหล่านี้
ในเรื่องต่อไปเราจะพูดกันเรื่องนี้มีประโยชน์ยังไง
Lot คืออะไร?
การฟอร์เร็กซ์นั้นจะเทรดเป็น lot ซึ่ง ขนาดมาตรฐานของ 1 ลอท คือ 100,000 ยูนิท ซึ่งก็มีบัญชีแบบ มินิลอท เหมือนกันซึ่งมีมูลค่าเท่ากับ 10,000 ยูนิท และอย่างที่บอกว่า ค่าเงินนั้นคิดเป็น pip ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุดของค่าเงินนั้น ๆ ในการที่จะทำให้เราได้ประโยชน์จากจุดเล็ก ๆ จุดนี้ คือเราต้องเทรดจำนวนมากจะทำให้เห็นกำไรขาดทุนได้ชัดเจน
สมมุติว่า เราจะใช้ 100,000 ยูนิท(เท่ากับ 1 สแตนดาร์ดลอท) เราจะลองยกมาคำนวณให้ดูซักตัวอย่างเพื่อที่จะให้เห็นว่ามันส่งผลยังไง
USD/JPY ที่อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 119.80
(.01/119.80)x100,000 = 8.34 เหรียญต่อจุด
USD/CHF ที่อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ1.4555
(.0001/1.4555)x100,000 = 6.87 เหรียญ ต่อจุด
และถ้าในกรณีที่เงินดอลล่าร์อยู่ข้างหลัง การคำนวณก็จะแตกต่างกันเล็กน้อย
EUR/USD ที่อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 1.1930
(.0001/1.1930)x100,000 = 8.38x1.1930 = 9.99734 ถ้าปัดเศษได้ก็จะเท่ากับ 10 เหรียญต่อจุด
GBP/USD ที่อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับ 1.8040 (.0001 / 1.8040) x 100,000 = 5.54 x 1.8040 = 9.99416 ถ้าปัดเศษก็จะได้เท่ากับ10 ต่อจุด.
โบรคเกอร์ของคุณอาจจะมีวิธีการคิดมูลค่าของ pip ที่แตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าจะเป็นวิธีการไหน ๆ พวกเขาสามารถบอกได้ว่า ค่าเงินที่คุณกำลังเทรดมูลค่าต่อหนึ่งจุดนั้นเป็นเท่าไหร่ในช่วงที่คุณกำลังเทรด ซึ่งถ้าตลาดมีการเคลื่อนไหว มูลค่าต่อจุดจะขึ้นอยู่กับค่าเงินที่คุณกำลังเทรดอยู่
แล้วเราจะคำนวณกำไรขาดทุนได้อย่างไร
ตอนนี้ คุณคงรู้แล้วว่าจะคำนวณมูลค่าต่อจุดได้อย่างไร เราลองมาดูว่าเราจะคำนวณกำไรขาดทุนได้อย่างไรกัน
สมมุติว่าเราซื้อดอลล่าร์สหรัฐ และขาย สวิสฯฟรังค์
ซึ่งสมมุติว่าอัตราแลกเปลี่ยนตอนนี้อยู่ที่ 1.4525/1.4530 เพราะว่าคุณกำลังซื้อเงินดอลล่าร์คุณจะได้ราคาที่ 1.4530
ถ้าคุณซื้อที่ 1 สแตนดาร์ด ลอท (100,000 ยูนิท) ที่ราคา 1.4530.
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ราคาเคลื่อนไหวขึ้นไปที่ 1.4550 และคุณตัดสินใจที่จะปิดออร์เดอร์ของคุณ
ซึ่งอัตราและเปลี่ยนตอนนี้จะเท่ากับ 1.4550/1.4555 หลังจากที่คุณปิดออร์เดอร์ของคุณ เรากลับไปดูตั้งแต่ที่คุณซื้อ และคุณขายมันกลับเพื่อที่จะปิดออร์เดอร์นั้น คุณจะได้ราคาที่ 1.4550 ซึ่งเป็นราคาที่เราปิดได้
ความแตกต่างของ 1.4530 กับ 1.4550 คือ .0020 หรือเท่ากับ 20 pip
เราใช้สูตรก่อนหน้านี้ เราก็จะได้หน้าตาดังนี้(.0001/1.4550)x 100,000 1= 6.87 ต่อจุด x ด้วย 20 จุด ซึ่งจะได้กำไรทั้งหมด 137.40 เหรียญ
จำไว้ว่า เมื่อคุณเข้าหรือว่าออกจากการเทรด คุณจะต้องจ่ายค่า spread เหล่านั้นด้วย ซึ่งก็คือส่วนต่างระหว่าง Bid/Offerดังกล่าว
เมื่อคุณ Buy ค่าเงินค่าเงินหนึ่ง คุณจะต้องเสนอ(offer)ราคา และเมื่อคุณ Sell คุณก็ต้องตั้ง(Bid)ราคา
ดังนั้นเมื่อคุณ Buy ค่าเงิน คุณจะต้องจ่าย spread เมื่อคุณเข้าเทรดแต่ว่าไม่ต้องจ่ายเมื่อคุณปิดออร์เดอร์ และเมื่อคุณ Sell ค่าเงินคุณไม่ต้องจ่าย spread ตอนคุณเข้าเทรดแต่ว่าคุณจะต้องจ่ายเมื่อคุณจะปิดออร์เดอร์
แล้ว leverage คืออะไร?
คุณอาจจะเคยคิดว่านักลงทุนตัวน้อย ๆ อย่างคุณจะสามารถว่าเทรดค่าเงินเยอะแยะขนาดนั้นได้ยังไง ลองคิดสิว่าโบรคเกอร์ของคุณก็คือธนาคารซึ่งเขาอยากให้คุณซื้อค่าเงินมูลค่า 100,000 เหรียญ โดยที่เขาต้องการเงินจากคุณเพียงแค่ 1,000 เหรียญ เพื่อค้ำประกัน ฟังดูง่ายเกินไปในโลกของความจริงใช่ไหม? แต่ว่า นี่แหละคือฟอร์ และนี่ก็คือ Leverage ที่เราใช้
จำนวน leverage ที่คุณใช้จะขึ้นอยู่กับโบรคเกอร์ของคุณและขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าคุณอยากใช้เท่าไหร่
ซึ่งโบรคเกอร์จะให้คุณฝากเงินเข้า ที่เราเรียกกันว่า margin หรือ initial margin เมื่อคุณฝากเงินเข้าบัญชี คุณจะสามารถเทรดได้ทันที และโบรกเกอร์ก็จะบอกคุณเหมือนกันว่า คุณต้องใช้เงินเท่าไหร่ในการเทรดจำนวนลอทนั้น ๆ
ตัวอย่างเช่น ถ้า leverage ที่เราใช้เท่ากับ 100:1 (หรือ 1 เปอร์เซ็นต์ ของ position ต้องใช้) และคุณต้องการเทรดมูลค่า 100,000 เหรียญ โบรคเกอร์ของคุณจะเรียกมาร์จิ้นคุณ 1,000 เหรียญ ดังนั้นถ้าคุณมีเงิน 5,000 เหรียญ พวกเขาจะให้คุณเทรดได้มากถึง 500,000 เหรียญ
มาร์จิ้นอย่างต่ำต่อลอทนั้นจะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละโบรคเกอร์ จากตัวอย่างข้างบน โบรกเกอร์จะต้องใช้มาร์จิ้น 1% ซึ่งหมายความว่า ออร์เดอร์มูลค่า 100,000 ซึ่งคุณจะต้องฝากเงินเข้าไป 1,000 เหรียญเพื่อที่จะฝากเป็นมาร์จิ้นนั่นเอง
อะไรคือ Margin Call?
ในเหตุการณ์ที่เงินในบัญชีของคุณนั้นลดลงจนเหลือน้อยกว่า มาร์จิ้น ขั้นต่ำ( มาร์จิ้นที่คุณต้องใช้ในการถือ position) โบรคเกอร์ของคุณจะทยอยปิด ออร์เดอร์ที่คุณเปิดอยู่เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีคุณขาดทุนจนติดลบ โดยเฉพาะตลาดที่มีความผันผวนสูงคือราคามีการเคลื่อนไหวกว้าง
ตัวอย่างที่ 1
สมมุติว่า คุณเปิดบัญชีฟอร์เร็กด้วยเงิน 2,000 เหรียญ(ไม่ใช่ความคิดที่ดี) คุณเปิดบัญชี 1 สแตนดาร์ด ลอท( 100,000 unit) ของค่าเงิน EUR/USD ซึ่งต้องใช้มาร์จิ้น 1,000 เหรียญ มาร์จิ้นที่เหลืออยู่คุณสามารถเปิดออร์เดอร์เพิ่ม หรือสามารถรองรับการขาดทุนของออร์เดอร์ที่คุณเปิดอยู่ ตั้งแต่แรกที่คุณเปิดบัญชี 2,000 เหรียญ คุณมีมาร์จิน ที่คุณสามารถใช้เทรดได้ 2,000 เหรียญ แต่เมื่อคุณเทรด 1 สแตนดาร์ดลอท ซึ่งจะใช้มาร์จิ้น 1,000 เหรียญ และมาร์จิ้นที่เหลือของคุณอยู่คือ 1,000
ถ้าคุณเสียมากกว่ามาร์จิ้นที่เหลืออยู่คือ 1,000 เหรียญ คุณจะโดน margin call
ตัวอย่างที่ 2
สมมุติว่า คุณเปิดบัญชี ด้วยเงิน 10,000 เหรียญ แล้วคุณเปิดบัญชี 1 สแตนดาร์ดลอท ของค่าเงิน EUR/USD และคุณจะต้องใช้ margin 1,000 เหรียญ จำได้มั๊ย มาร์จิ้นที่เหลือเป็นเงินที่คุณสามารถใช้ในการเปิดออร์เดอร์ต่อไป หรือ เอาไว้รองรับการขาดทุนจากออร์เดอร์ที่เปิดอยู่ ดังนั้ถ้าคุณเปิดที่ 1 standard lot ด้วยมาร์จิ้น 10,000 เหรียญ หลังจากคุณเปิดออร์เดอร์ คุณจะมีมาร์จิ้นเหลืออยู่ 9,000 เหรียญ และ1,000 นั้นเป็น มาร์จิ้นที่ถูกใช้ไปแล้ว
ถ้าคุณเสียมากกว่า มาร์จิ้นที่เหลือ 9,000 เหรียญ คุณก็จะถูก margin call
คุณต้องทำความเข้าใจกับความแตกต่างของ มาร์จิ้นที่ถูกใช้ไป(used margin) กับ มาร์จิ้นที่เหลืออยู่(usable margin) คืออะไร
ถ้ามูลค่ารวมของบัญชีของคุณ มีน้อยกว่า มาร์จิ้นที่เหลือของคุณเนื่องมาจากผลขาดทุนของการเทรด คุณจะต้องฝากเงินเพิ่ม หรือ ไม่เช่นนั้นโบรคเกอร์จะปิดออร์เดอร์ของคุณเพื่อจำกัดความเสี่ยงของคุณและความเสี่ยงของโบรคเกอร์เอง เพื่อไม่ให้คุณเสียมากกว่าที่คุณเทรด
ถ้าคุณจะเทรดโดยใช้บัญชีแบบมาร์จิ้น(ยืมเงินโบรคเกอร์เล่น แบบตลาดหุ้น) มันสำคัญมากที่คุณจะต้องเข้าใจนโยบายเกี่ยวกับ บัญชี มาร์จิ้นให้ละเอียด
คุณควรจะรู้ว่าโบรคเกอร์ส่วนใหญ่จะเรียกมาร์จิ้นเพิ่มขึ้นในช่วงปลายสัปดาห์ ซึ่งทีแรกพวกเขาอาจจะให้ใช้มาร์จิ้นที่ 1 % ช่วงกลางสัปดาห์ และถ้าคุณถือ position ข้ามสัปดาห์ คุณอาจจะต้องใช้มาร์จิ้นเพิ่มขึ้นจาก 1 % เป็น 2% หรืออาจจะสูงกว่านั้น
ซึ่งเรื่องของมาร์จิ้นเป็นเรื่องที่น่ารำคาญใจและบางคนบอกว่าการใช้มาร์จิ้นเยอะเกินไปเป็นเรื่องอันตราย ซึ่งขึ้นอยู่กับความเข้าใจของแต่ละบุคคล แต่สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ ว่า คุณจะเข้าใจ
เงื่อนไขหรือนโยบายเกี่ยวกับมาร์จิ้นของโบรคเกอร์ของคุณ ซึ่งคุณจะได้เข้าใจถึงความเสี่ยงที่มีอยู่ด้วยนั่นเอง
บางโบรคเกอร์ได้อธิบายเกี่ยวกับการใช้ leverage ในรูปแบบของเปอร์เซ็นต์มาร์จิ้น โดยใช้หลักการธรรมดา ๆ ระหว่าง 2 แบบ คือ
Leverage = 100/ เปอร์เซ็นต์มาร์จิ้น
เปอร์เซ็นต์มาร์จิ้น = 100/Leverage
Leverage ส่วนใหญ่จะแสดงอยู่ในรูปแบบอัตราส่วน เช่น 100:1 หรือ 200: 1
4. คุณอยากจะสั่งเฟรนช์ฟรายส์กินกับ Pips ซักหน่อยมั๊ย
คำว่า “order” หมายถึง การที่คุณจะทำการตัดสินใจส่งหรือออก postion ในตลาด ซึ่งตอนนี้เราจะพูดถึงความแตกต่างของออร์เดอร์แต่ละชนิดซึ่งสามารถส่งในตลาดค่าเงินนี้ได้ ซึ่งมั่นใจได้เลยว่า คุณรู้ว่าออร์เดอร์ประเภทไหนที่โบรคเกอร์ของคุณสามารถยอมรับคำสั่งนั้นได้ ซึ่งความแตกต่างของโบรคเกอร์ ก็รับออร์เดอร์ที่แตกต่างกันไปอีกที
ชนิดของออร์เดอร์
ประเภทของออร์เดอร์พื้นฐาน – มีออร์เดอร์พื้นฐานที่ทุก ๆ โบรกเกอร์มีให้ใช้ และบางออร์เดอร์ที่อาจจะฟังดูแปลก ๆ แต่ว่าอันที่เป็นพื้นฐานจริง ๆ คือ:
- Market order เป็นออร์เดอร์ที่ใช้ในการสั่ง Buy หรือ Sell ที่ราคาตลาด ณ ปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น EUR/USD ราคาปัจจุบันอยู่ที่ 1.2140 ถ้าคุณต้องการ Buy ที่ราคานี้ คุณจะต้องคลิ๊ก Buy และโปรแกรมเทรดของคุณก็จะทำการส่งออร์เดอร์ที่ราคานั้น ถ้าคุณเคยซื้อของใน Amazon.com (เหมือนกับการใช้ 1-Click ออร์เดอร์ อย่างนั้นแหละ ถ้าคุณอยากได้ราคาปัจจุบันตอนนั้น คุณก็คลิ๊ก หนึ่งครั้งแล้วมันก็จะกลายเป็นของคุณ แต่สิ่งที่แตกต่างจาการซื้อหรือขายธรรมดา ในตลาดค่าเงินคือคุณจะได้อีกค่าเงินหนึ่งมา แทนที่คุณจะได้ CD ถ้าคุณซื้อ CD ของ บริทนีย์ สเปียร์
- Limit order คือออร์เดอรืที่ส่งเพื่อ Buy หรือ Sell ในราคาใดราคาหนึ่งที่กำหนดไว้ ซึ่งมีอยู่สองตัวแปร คือ เวลากับราคา ตัวอย่างเช่น EUR/USD ปัจจุบันเทรดอยู่ที่ราคา 1.2050 คุณต้องจากที่จะส่งคำสั่ง Buy ถ้าราคามันถึง 1.2070 คุณสามารถนั่งเฝ้าหน้าจอและรอให้มันถึงราคา 1.2070 (คือจุดที่คุณอยากส่งคำสั่ง buy แบบ Market order) หรือคุณส่งคำสั่ง Buy limit order ที่ 1.2070 (แล้วคุณก็ไม่ต้องนั่งเฝ้า คอมพิวเตอร์ของคุณ จะจัดการให้เสร็จสรรพ ถ้าราคามันมาถึงจุดนั้น) ถ้าราคามันขึ้นไปถึง 1.2070 โปรแกรมเทรดของคุณจะทำการส่งคำสั่ง Buy อัตโนมัติ ตามราคาที่คุณได้กำหนดไว้ ซึ่งคุณสามารถกำหนดราคา กำหนดว่าจะ Buy หรือ Sell ในค่าเงินนั้น ๆ หรือแม้แต่กำหนดว่า คุณอยากให้ Limit Order นี้ อยู่ได้นานเท่าไหร่หลังจากส่งคำสั่ง(GTC หรือ GFD)
- stop-loss order เป็น limit order ที่ใส่เข้าไปหลังจากที่เราเปิดออร์เดอร์เทรดแล้ว จุดประสงค์เพื่อที่จะป้องกันการขาดคุณ ถ้าราคาเคลื่อนไหวไปในทิศทางตรงกันข้ามกับคุณ Stop loss order จะมีผลจนกระทั่งออร์เดอร์นั้นจะถูกปิดไปแล้ว หรือว่า ผู้ส่งคำสั่ง ยกเลิกออร์เดอร์ Stop loss ตัวอย่างเช่น คุณต้องการ Buy EUR/USD ที่ราคา 1.2230 เพื่อไม่ให้เกิดการขาดทุนเยอะ คุณเลยอยากตั้ง Stoploss ที่ราคา 1.2200 ซึ่งโปรแกรมเทรดของคุณก็จะทำการปิดออร์เดอร์นั้น ที่ราคา 1.2200 อัติโนมัติ พร้อมกับผลขาดทุน 30 จุด(อูยยยย) Stop loss มีประโยชน์อย่างยิ่ง ถ้าคุณไม่อยากนั่งเฝ้าหน้าจอตลอดทั้งวัน แล้วกลัวว่าคุณจะขาดทุน คุณแค่ตั้ง Stop loss order ขึ้นมาใน position ที่คุณเปิด คุณจะมีเวลาไปเรียนสานตะกร้าเพิ่มอีก
- GTC (Good ‘til canceled) A GTC order จะมีผลในตลาดจนกระทั่งคุณยกเลิกมันด้วยตัวคุณเอง โบรกเกอร์ของคุณจะไม่สามารถยกเลิกมันได้เลย ดังนั้น คุณต้องระลึกเสมอว่าคุณมีออร์เดอร์อยู่ในมือรึเปล่า
- GFD (Good for the day) A GFD order จะมีผลในตลาดจนกว่าจะจบวันที่ทำการเทรด เพราะว่า ตลาดฟอร์เร็กซ์นั้นเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งปกติแล้วจะใช้เวลา 5 โมงเย็นของสหรัฐฯ เป็นตัววัด(ตีห้าของเมืองไทย) แต่ว่าเราอยากจะแนะนำอะไรคุณอย่างให้คุณเช็คกับโบรกเกอร์ของคุณให้ละเอียดอีกทีเรื่องเวลา
- OCO (Order cancels other) An OCO order เป็นออร์เดอร์ที่รวม limit and/or stop-loss order ไว้ด้วยกัน ซึ่งก็คือรวมไปด้วยตัวแปรทางราคา และ เวลา จะถูกส่งเข้าไปที่ราคาสูงกว่า หรือราคาที่ต่ำกว่า ราคาปัจจุบันทั้งสองอัน เมื่อออร์เดอร์หนึ่งถูกส่งไปแล้ว อีกออร์เดอร์จะถูกยกเลิก ตัวอย่างเช่น ราคาของ EUR/USD อยู่ที่ 1.2040 เมื่อคุณต้องการซื้อที่ 1.2095 เหนือแนวต้านขึ้นไป ซึ่งอาจจะไปทำ new highและถ้ามันร่วงลงมาจนเกิน 1.1985 คุณจะเข้า sell order นั่นคือ ถ้ามันไปถึงราคา 1.2095 คุณจะส่งออร์เดอร์ buy และออร์เดอร์ sell ที่คุณส่งไว้ที่ 1.1985 จะถูกยกเลิก
สรุป
คำสั่งพื้นฐาน (market, stop loss, และ limit) ซึ่งเป็นออร์เดอร์ที่เทรดเดอร์ส่วนใหญ่ต้องใช้ แม้ว่าคุณจะเป็นนักเทรดที่เก่งกาจ(ใช่ แน่นอน) อย่าพึ่งไปสนใจกับระบเทรด Trading System ที่ดูซับซ้อนหรือมีเครื่องมือสวยงาม คุณไม่จำเป็นต้องทำกำไรได้ก้อนใหญ่ในตลาดทุกครั้งไป ให้คุณมุ่งออกแบบระบบที่ง่าย ๆธรรมดาของคุณเองก่อน
คุณต้องแน่ใจแล้วว่าคุณมีความรู้เกี่ยวระบบการเทรดหรือวิธีการส่งคำสั่งของโบรคเกอร์ของคุณให้ดีก่อนที่คุณจะเทรด
อย่าเพิ่ง เทรดเงินจริง จนกว่าคุณจะเข้าใจหน้าตา หรือว่า คำสั่งของโปรแกรมที่คุณต้องใช้ในการส่งคำสั่งเทรด
>> ติดตามต่อตอนที่ 3

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น